เป็นตัวแทนลงทุนหลักแสน เป็นเจ้าของแบรนด์ไม่ดีกว่าเหรอ ?

เป็นตัวแทนลงทุนหลักแสน เป็นเจ้าของแบรนด์ไม่ดีกว่าเหรอ ?
            ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลางในปัจจุบันแปรเปลี่ยนไป หลายคนหันมาเป็นเจ้าของกิจการผลิตสินค้าเองโดยผ่านโรงงานรับผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางหรืออาหารเสริมสารพัดชนิด แล้วหาทีมตัวแทนช่วยจัดจำหน่าย เพื่อรันธุรกิจให้เติบโต
กระบวนการธุรกิจของคนรุ่นใหม่ จึงแบ่งคนเป็น 2 ฝ่ายคือ เจ้าของแบรนด์ และตัวแทนจำหน่าย ต่างฝ่ายต่างมีส่วนในการทำกำไรจากผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกันในคนละสถานะ แต่ก็เกื้อกูลกันเพื่อส่งเสริม แบรนด์สินค้าให้ติดตลาดระยะยาว

ตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้ามีกี่ประเภท

  1. ตัวแทนแบบไม่สต๊อกสินค้า กรณีตัวแทนประเภทนี้ ขายสินค้าโดยไม่ต้องซื้อสินค้ามาก่อน อาศัยขายผ่านออนไลน์ โดยใช้ภาพถ่ายสินค้า และข้อมูลจากเจ้าของแบรนด์ เมื่อขายได้ ก็ให้ฝ่ายเจ้าของเป็นผู้ส่งสินค้า ตัวแทนลักษณะนี้ จะว่าไป น่าจะเรียกว่า “นายหน้าขายสินค้า” มากกว่าตัวแทน

   2. ตัวแทนแบบสต๊อกสินค้า ตัวแทนลักษณะนี้จะต้องลงทุนซื้อสินค้าไปเก็บไว้ เพื่อทำการจัดจำหน่าย ซึ่งจะได้รับส่วนลดสินค้าจากเจ้าของแบรนด์ และนำไปจัดจำหน่ายในราคาที่เจ้าของแบรนด์เป็นผู้กำหนดให้ ตัวแทนรูปแบบนี้ เป็นตัวแทนจำหน่ายที่แท้จริง ซึ่งจะต้องมีเงินลงทุนจำนวนไม่น้อย ในสินค้าหลายตัวอาจต้องมีเงินลงทุนเป็นหลักแสน

 
เป็นเจ้าของแบรนด์ ดีกว่าเป็นตัวแทนอย่างไร

  1. สถานะ เจ้าของแบรนด์มีสถานะเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ตัวแทนจำหน่ายเป็นเพียงเจ้าของร้าน เหมือนเป็นพนักงานขายที่ต้องลงทุนซื้อสินค้าจากเจ้าของแบรนด์ไปสต๊อกเอาไว้ มีสถานะเทียบเคียงได้กับ เจ้าของกิจการ และลูกจ้าง ซึ่งต้องรับหลักเกณฑ์การปฏิบัติจากนโยบายของเจ้าของแบรนด์ เช่น การตั้งราคาจำหน่ายปลีก การกำหนดจำนวนสินค้าที่ต้องซื้อในแต่ละงวด ส่วนแบ่งกำไร ขึ้นอยู่กับเจ้าของแบรนด์กำหนดให้ 
  2. ความเสี่ยงในการลงทุน เจ้าของแบรนด์มีความเสี่ยงในเบื้องต้น คือลงทุนก่อน แต่ถ้ามีการบริหารทีมตัวแทนดีๆ ก็สามารถกระจายสินค้าไปสู่ตัวแทนจัดจำหน่าย เป็นการบริหารความน่าเชื่อถือ บริหารดี ก็ลดความเสี่ยงเรื่องสต๊อกสินค้า เพราะส่งถึงมือตัวแทนจัดจำหน่าย ซึ่งต้องรับภาระบริหารความเสี่ยงแทนจนกว่าจะขายได้หมด 
  3. กำไรจากธุรกิจ เจ้าของแบรนด์ทำงานอย่างผู้บริหาร แต่ทำกำไร จากการลงทุนผลิตสินค้า และได้ส่วนต่างระหว่างราคาขายส่งกับต้นทุน ยิ่งมีตัวแทนมากก็ยิ่งเพิ่มยอดการผลิต แต่ตัวแทนจัดจำหน่าย ทำกำไรจากส่วนต่างราคาส่งคูณจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ขายได้ ซึ่งมีข้อจำกัด ไม่สามารถทำยอดแบบไม่มีลิมิตเหมือนเจ้าของแบรนด์ เพราะต้องดีลโดยตรงกับผู้บริโภค จำกัดด้วยเวลา

            สรุปว่า การเป็นเจ้าของแบรนด์ดีกว่า เพราะเป็นเจ้าของธุรกิจ สามารถเติบโตได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องลงมือทำงานเอง แต่อยู่ในฐานะเจ้าของกิจการทำหน้าที่อย่างผู้บริหาร ขณะที่ตัวแทนจำหน่ายมีข้อจำกัดเรื่องการเติบโต มากแค่ไหนก็อยู่ในระดับปฏิบัติงาน เหมือนผู้บริหารกับเจ้าของกิจการ ทำกำไรต่างกัน ดังนั้น หากต้องลงทุนเป็นแสนเพื่อเป็นตัวแทนจัดจำหน่าย สู้เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าของตัวเองไม่ได้ มีธุรกิจของตัวเองที่ส่งต่อเป็นมรดกได้ด้วย

เราพร้อมให้บริการลูกค้าทุกท่านตั้งแต่ต้นจนจบครบในที่เดียว!!

ใครที่กำลังมองหาช่องทางทำเงินมหาศาล และเป็นที่นิยม รวมทั้งตรงกับความต้องการของตลาด อย่าพลาด พร้อมช่วยคุณคว้าเงินล้าน และเนรมิตกำไรก้อนโตไว้ในบัญชีของคุณ !!!

ฝ่ายขายโรงงาน
(Sales Factory)

ฝ่ายขายและการตลาด
(OEM Sales & Marketing)

กดเพิ่มเพื่อนแชท
เข้ามาสอบถามกันได้ที่

บทความที่น่าสนใจ